ตอนที่ 3 สิ่งที่เป็นไปได้กับความไม่เสมอไป
อุปนิสัยใจคอของผู้แต่ง การแต่งเพลงที่อาจจะดูถึงเนื้อหาของเพลงที่แต่งขึ้นหรือสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดความรู้สึกในจิตใจให้ได้รู้ถึงลักษณะในอุปนิสัยใจคอของผู้แต่ง และเพลงได้สะท้อนอุปนิสัยใจคอของผู้แต่งออกมาให้เป็นได้อย่างไร
อย่างแรกให้ดูว่าเพลงที่แต่งขึ้นมามีทัศนคติที่เป็นบวกหรือลบหากเป็นบวกให้ใช้ความรู้สึกสัมผัสจับต้องว่าอยู่ในระดับใด
1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4
หากได้เป็นบวกไม่ว่าจะเกิดอยู่ในระดับใดก็ตาม เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาด้วยทัศนคติและจิตใจอันทำให้เกิดความสุขทำให้อิ่มเอมใจ
สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้แต่งที่คิดดี มีความรู้สึกในจิตใจดี
ปรารถนาดี เจตนาดี มีความเมตตาซึ่งอาจจะทำให้ผู้คนหลายๆคนได้รับความสุขในผลงานที่ผู้แต่งสร้างขึ้น แต่ถ้าเป็นลบก็จะรู้สึกสัมผัสได้เช่นกันว่าอยู่ในระดับใด 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 ถ้ามีเป็นลบมาก เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาด้วยทัศนคติและจิตใจก็จะมีแต่ความอิจฉาริษยาเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว เนื้อหาสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้ได้รู้ถึงทัศนคติของผู้แต่งที่คิดไปในทางลบ ความรู้สึกในจิตใจมีแต่ความอาฆาตแค้น โกรธเกลียดชิงชัง
ซึ่งอาจจะทำให้ผู้คนหลายๆคนที่รับฟังแล้วเกิดความอึดอัดใจคล้ายกับได้รับความกดดันอย่างไม่ทันได้รู้ตัวจนอาจทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาได้จากผลงานที่ผู้แต่งสร้างขึ้นอีกเช่นกัน หรือนอกไปจากทัศนคติที่เป็นบวกหรือลบ และสิ่งที่เป็นแม้เป็นตัวตนของผู้แต่งที่มีความทะลึ่งตึงตังเชิงกะล่อนให้ความขบขันเกิดเป็นนิสัยส่วนตัวแล้ว
เพลงที่ถูกแต่งขึ้นก็จะมาจากตัวตนของผู้แต่งเองและอาจได้เป็นเพลงที่ดีด้วยความชำนาญในแนวของผู้แต่งที่มีเนื้อหาไปในทางลักษณะสองแง่สองง่ามกะล่อนทะลึ่งตึงตังมีทัศนคติใช้ความคิดให้เกิดการคล้อยตามด้วยเรื่องตลกขบขันของเพศและวัย
และสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอของผู้แต่งได้เช่นกัน ความสามารถในผลงานการเขียนของผู้แต่งสามารถสะท้อนบอกอะไรให้ได้รู้ถึงองค์ประกอบว่ามีความคุ้นเคยมีความชำนาญเกิดขึ้นกับผู้แต่งได้ดีอยู่ในระดับใด เช่นองค์ประกอบความรู้ที่มาจากแนวความคิด องค์ประกอบจากการใช้หลักภาษา
องค์ประกอบการอธิบายเล่าเรื่องถ่ายทอดได้ดีตามลำดับของเวลาอันควรเกิดขึ้นเป็นก่อนและเกิดขึ้นเป็นทีหลังได้ดีไหม หรือการนำไปสู่เรื่องที่มีความลึกซึ้งเข้าใจหยั่งถึงได้ยากนำมาเรียบเรียงแต่งขึ้นโดยใช้คำภาษาที่เรียบง่ายเข้าใจได้ง่ายอาจเคยได้เกิดขึ้นกับผู้แต่งบ้าง สิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าระดับความสามารถของผู้แต่งที่เกิดขึ้นสะท้อนออกมาให้ได้สัมผัสรู้เป็นวิทยาการจากองค์ประกอบหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวของผู้แต่งเอง
การแต่งเพลงให้ผู้อื่นขับร้อง การที่ผู้แต่งเพลงแต่งโดยการฝึกฝนจนเพลงแล้วเพลงเล่าอาจจะได้ถึงเป็นสิบสิบเพลง
จนทำให้เกิดความคุ้นเคยเกี่ยวกับการแต่งเพลงซึ่งอาจจะมีความชำนาญเกิดขึ้นกับผู้แต่งได้ด้วยการพัฒนาการทางด้านฝีมือของผู้แต่งอยู่ตลอดเวลา คือได้แต่งเอง ได้ร้องเอง และได้ฟังเอง ทำเช่นนี้อยู่เรื่อยๆและทำเป็นประจำทุกๆครั้งสำหรับผู้ที่แต่งเพลงทุกคน
คือแต่งเองร้องเองฟังเองผู้แต่งอาจจะมีเพื่อนแล้วร้องเพลงที่แต่งขึ้นให้เพื่อนฟังเมื่อเพื่อนฟังแล้วหากเกิดการไพเราะ เพื่อนก็อาจจะนำเอาเพลงของผู้แต่งไปร้องในวงสนทนาเล็กๆ
ร้องบ่อยๆเข้าก็จะเกิดความคุ้นเคยอยู่ในกลุ่มของผู้ฟังในหมู่เพื่อนเล็กๆ หรือผู้แต่งแต่งเพลงเก็บรวบรวมไว้มาก หากวันใดวันหนึ่งมีศิลปินเข้ามาติดต่อนำเอาเพลงของผู้แต่งไปร้องหรือจะเรียกอีกอย่างได้ว่าการแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อขาย สิ่งเหล่านี้ดีเพราะผู้ซื้อได้มีการคัดเลือกบทเพลงด้วยตนเองหากชอบเพลงใดก็ซื้อเอาไปหากไม่ชอบเพลงไหนก็ไม่ต้องเอาไปอย่างนี้ง่ายดีคล้ายเหมือนกับการซื้อสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งและเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย หากถ้าเป็นการสั่งผลิตสินค้า คือการให้แต่งเพลงขึ้นมาอย่างสดๆร้อนๆโดยผู้ซื้อจะคัดเลือกสรรหาบทเพลง สิ่งนี้วิธีนี้ไม่ดีกับผู้แต่งเพราะได้ถูกการเอารัดเอาเปรียบต่อความรู้สึกอย่างไม่เป็นธรรม หากบทเพลงที่แต่งขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงและองค์ประกอบหลายๆอย่างที่ได้แต่งเพลงขึ้นมา แต่กลับถูกปฏิเสธได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างที่ผู้แต่งเองไม่เคยได้คาดคิดไว้ก่อน เหมือนผู้แต่งเป็นผู้ตัดเสื้อผ้ามีคนมาให้ตัดเสื้อผ้าสักชุดหากตัดขึ้นมาเสร็จแล้วแต่กลับถูกปฏิเสธ แล้วสิ่งใดจะเกิดขึ้นเป็นผลตามมา
บางทีผู้แต่งอาจได้เสริมความป้องกันมิให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้แต่งได้ หรือการแต่งเพลงที่ผู้แต่งอยู่ในรูปแบบของบริษัท ผู้แต่งอาจจะได้รับมอบหมายขึ้นมาเป็นโจทย์เป็นพล็อตเรื่อง
แล้วแต่งขึ้นมาแบบสดๆ หรืออาจจะได้รับท่วงทำนองเพลงแล้วให้ใส่เนื้อคำร้องเข้าลงในท่วงทำนองนั้นอีกที ซึ่งผู้แต่งอาจจะได้รับการแต่งเพลงโดยสองวิธีนี้ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ผู้แต่งเพลงต้องแต่งขึ้นมาให้ได้เป็นสำเร็จแล้วจึงนำมาให้ผู้อื่นขับร้องหรืออาจเป็นศิลปินขับร้องเอง
ผู้ขับร้องไม่สามารถที่จะปฏิเสธต่อกระบวนการของเพลงที่แต่งขึ้นมาได้ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม
ผู้ขับร้องเหมือนคล้ายต้องยอมจำนนรับและขับร้องในเพลงที่ถูกแต่งขึ้น จะชอบหรือไม่ชอบก็ตามซึ่งจะปฏิเสธต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่ผู้ขับร้องอาจเสนอเกล็ดเล็กๆน้อยๆเพื่อใส่เสริมเติมแต่งให้บทเพลงมีสีสันขึ้นโดยการเข้ามามีส่วนร่วมได้มากทีเดียว หรือผู้แต่งเพลงได้สนทนาพูดคุยกับผู้ขับร้อง
ผู้แต่งอาจได้ค้นหาในตัวของผู้ขับร้องว่ามีให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอเป็นเช่นไรมีทัศนคติอยู่ในเชิงของเหตุผลอันใด
ผู้แต่งอาจได้พูดคุยระหว่างกันเป็นเวลานานมากพอที่จะจับทางแห่งเหตุของผู้ขับร้องขึ้นมาได้ แล้วผู้แต่งจึงนำข้อมูลเหล่านี้นำมาแต่งเป็นบทเพลงให้ได้ใกล้เคียงกับผู้ที่ขับร้องได้มากที่สุด คืออาจได้ใช้หลักว่า ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้ได้ใกล้เคียงเท่าที่ความสามารถของผู้แต่งจะแต่งสร้างทำขึ้นมาได้ ก็อาจจะขอกล่าวออกมาจากผู้แต่งเพลงว่า
ผู้แต่งเพลงนี้ไม่สามารถจะบันดาลให้เกิดความพึงพอใจให้ผู้ขับร้องได้ไม่ทุกอย่างเสมอไป เพราะไม่มีผู้ใดรู้จักในสิ่งที่มีอยู่ตัวของเรา เท่าตัวของเราเอง
การสร้างสูตรหรือแผนโครงสร้างในการแต่งเพลง คือการสร้างสูตรพล็อตเรื่อง
หรือการสร้างหัวข้อ หรือการแต่งเพลงจากพล็อตเรื่อง ซึ่งอยู่ในหัวข้อของโครงสร้างใดที่ถูกกำหนดขึ้นให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างเป็นหมวดหมู่เป็นสัดส่วน หากถ้าเคยเข้าไปในร้านหนังสือก็จะได้เห็นเป็นการแยกหมวดหมู่ของหนังสือออกไว้อย่างเป็นสัดส่วนเพื่อสะดวกในการค้นหา
ก็เช่นเดียวกันกับการแต่งเพลงการกำหนดสร้างสูตรหรือแผนโครงสร้างในการแต่งเพลง
หากต้องการแต่งเพลงก็เข้ามาในสูตรแผนโครงสร้างซึ่งจะเห็นในสิ่งที่แยกจัดออกไว้เป็นสัดส่วน
ของหัวข้อ ของพล็อตเรื่อง เพื่อสะดวกในการค้นหา
และจะเป็นแหล่งข้อมูลให้ผู้แต่งได้นำเอามาใช้ในการแต่งเพลงได้ด้วยวิธีที่เกิดความง่ายดายสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
หมวดเพลงปรัชญา ปรัชญาคือการเปรียบเทียบอ้างอิงกล่าวถึงกับสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคล้ายกัน เหมือนกัน เป็นเช่นเดียวกัน
ระดับของการใช้ปรัชญาซึ่งนำมาเปรียบเทียบเปรียบเปรยจะเกิดมีใช้ได้ทุกระดับของแนวความคิดที่จะเกิดขึ้นกับผู้แต่งเอง หากผู้แต่งใช้ปรัชญาเปรียบเทียบในระดับขั้นสูงสุดหรือระดับที่ลึกที่สุด
การเปรียบเทียบอ้างอิงกล่าวออกมาก็จะเกิดความละเอียดในแนวของความคิด คือจะพูดอยู่ในระดับของความลึกซึ้งซึ่งต้องการเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดและหาสิ่งที่จะนำมาอ้างอิงด้วยความละเอียดอ่อนให้ได้สอดคล้องกันคล้ายกัน
ใกล้เคียงกัน เหมือนกัน และเป็นเช่นเดียวกัน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้แต่งหากถ้าไม่ได้มีการฝึกฝน เพลงทุกเพลง ที่ผู้แต่งเพลงแต่งขึ้นมาโดยส่วนมากจะใช้ปรัชญาเข้ามาสอดแทรกอ้างอิงเปรียบเทียบเสมอ
หากผู้แต่งเปรียบเทียบได้ดีเพลงที่แต่งขึ้นก็จะสมบูรณ์ด้วยเหตุผลแห่งการเปรียบเทียบได้ดี หากแต่ตรงกันข้าม ถ้าการเปรียบเทียบยังไม่สมบูรณ์ดีเพลงที่ถูกแต่งออกมาก็จะไม่ค่อยครบสมประกอบแห่งปรัชญาที่ได้เปรียบเทียบอ้างอิงจากผู้แต่งเอง
เพลงใดที่ถูกแต่งขึ้นโดยการถ่ายทอดจากผู้แต่งโดยใช้ปรัชญาในระดับที่ลึกที่สุด
ผู้ที่ได้รับฟังก็ย่อมต้องใช้พลังคิดเคล้าคล้อยตามจนเกิดความรู้สึกว่า ผู้ฟังเหนื่อยใช้พลังมาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นแค่การรับฟังเท่านั้นหากเป็นการสนทนาระหว่างกันบางทีผู้ใดผู้หนึ่งอาจจะต้องใช้พลังและความคิดเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดถ่ายทอดออกมาเป็นปรัชญาที่ละเอียดอ่อนให้เกิดแก่ซึ่งกันและกันจนรู้สึกว่าเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่
สิ่งนี้คือการใช้ระดับของปรัชญาซึ่งผู้แต่งควรมีติดตัวไว้บ้างได้มากๆยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งมีเหตุผลมาก ละเอียดมาก ถูกต้องในหลักแห่งความเป็นธรรมชาติมาก
และจะเป็นผู้ที่เข้าใจในการเปรียบเทียบและนำเอามาใช้ได้ดีอย่างกลมกลืนซึ่งไม่มีให้ติดขัดต่อความรู้สึกได้แต่อย่างใด
หมวดเพลงจิตวิทยา การใช้จิตวิทยาในการแต่งเพลงจะเกิดการครอบคลุมไปทั่วทั้งหมดทั้งเพลงเพราะขบวนการสิ่งทุกอย่างในการแต่งเพลงตั้งแต่ต้นจนจบจะเกิดขึ้นจากการจินตนาการของจิตที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนโดยที่จิตเป็นตัวกำหนดสร้างขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ คือจิตจะเป็นสิ่งขับเคลื่อนโดยใช้การจินตนาการสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นผลงานขึ้นมา
แต่งขึ้นมา สร้างขึ้นมา
หากจินตนาการของผู้แต่งเกิดความสวยงามดีสะอาดดี บริสุทธิ์ดี ผลงานก็จะออกมาในรูปแบบที่ทำให้เกิดความสำเร็จที่มีคุณค่าทางจิตใจซึ่งอาจจะมองไม่เห็นแต่ให้ได้สัมผัสรู้สึกได้ด้วยจิตของตนเองคือผู้ฟัง ดังนั้นผู้แต่งเพลงอาจจะเกิดการแข็งขันกันทางจินตนาการผู้ใดจินตนาการได้ดีกว่าเก่งกว่าชำนาญกว่าก็จะเกิดความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นง่ายขึ้น ลักษณะของการใช้จิตวิทยาในการแต่งเพลงอันดับแรกคือการอ่านจิตใจของตนเองให้รู้ถึงความต้องการของตนเองที่อยู่ในระบบของขบวนการธรรมชาติอาจได้อยู่ในหลักของปัจจัยสี่ คือ อาหาร
ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค
หรือแยกหัวข้อเพิ่มเติมออกไปอีกละเอียดมากขึ้นอีกว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างกับตนเองที่ยังต้องการให้มีขึ้น
เช่นเครื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสบายหรือต้องการให้มีผู้มาปรนนิบัติรับใช้แก่ตนเองหรือสิ่งต่างๆมากมายในการดำรงชีวิตประจำวันของแต่ละวัน ซึ่งอาจจะคล้ายกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อื่นด้วย
หากผู้แต่งอ่านจิตใจของตนเองได้อ่านจิตใจของตนเองออกก็ย่อมรู้ถึงจิตใจของผู้อื่นด้วยเช่นกันว่าผู้แต่งอ่านจิตใจของผู้อื่นได้ผู้แต่งอ่านจิตใจของผู้อื่นออกว่าผู้อื่นผู้นั้นเขาต้องการอะไรต้องการสิ่งใด นี่คือสิ่งที่ผู้แต่งประสบความสำเร็จในการดำเนินเรื่องโดยการใช้จินตนาการที่อยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมชาติในจิตใจที่มีชีวิต
คือผู้แต่งเพลงสร้างกำหนดตัวละครไว้ในเรื่องอยู่สามตัว คือตัวพระเอก ตัวนางเอก และบุคคลที่เกิดการแย่งชิง
จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้
ดังนั้นผู้แต่งเพลงจะใช้จินตนาการสร้างนิสัยใจคอให้กับตัวละครทั้งสามว่าจะให้เป็นไปในทางทิศใดของลักษณะคุณสมบัติในแต่ละคน ต่อไปอีกอย่างหนึ่งคือผู้แต่งอ่านธรรมชาติออก ผู้แต่งอ่านธรรมชาติได้
คือเป็นการอ่านหนังสือจากธรรมชาติโดยการชื่นชมความงดงามที่ได้เกิดขึ้นตามที่ต่างๆให้ได้สัมผัสถึงความสุขความอบอุ่นในธรรมชาติทั้งในด้านที่เป็นบวกและเป็นลบ
ดังนั้นผู้แต่งจะอธิบายเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติว่าธรรมชาติย่อมต้องการสิ่งใด
ความสมดุล ความกลมกลืน ความพอดี ความเหมาะสม หากธรรมชาติได้สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดความงดงามให้ได้เห็นขึ้นปรากฏขึ้นเป็นบวก
หากธรรมชาติขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดปรากฏการณ์ให้เห็นอกมาเป็นลบให้เกิดความน่าสะพรึงกลัวเป็นมหัตภัยทางธรรมชาติต่างๆ
หากผู้แต่งเพลงแต่งเกี่ยวกับธรรมชาติย่อมกำหนดธรรมชาติให้มีคุณสมบัติสร้างลักษณะนิสัยใจคอให้เกิดแก่ธรรมชาติให้เป็นบวกเป็นลบได้ด้วยเช่นกัน
หมวดเพลงธรรมชาติ
การแต่งเพลงในแนวธรรมชาติโดยใช้ในสิ่งที่เกิดเป็นธรรมชาติเข้ามาผสมผสานสอดแทรกลงในบทเพลงที่ผู้แต่งได้แต่งขึ้น เช่นท้องฟ้า
ดวงดาว แสงสว่าง ความมืด
สายลม ภูเขา แม่น้ำ
ต้นไม้ป่าไม้
หมู่แมลงสัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมโดยธรรมชาติที่สัมผัสได้
มองเห็นได้ สิ่งเหล่านี้ผู้แต่งสามารถชื่นชมและบรรยายถ่ายทอดความรู้สึกจากความสวยงามของธรรมชาติซึ่งให้ชวนได้หลงใหลเป็นสิ่งให้คู่ควรแก่การอนุรักษ์ปกป้องมิให้เกิดการเสียสมดุลทางธรรมชาติ ลักษณะของธรรมชาติก็จะเป็นบวกมีสิ่งดีๆที่เข้ากลมกลืนกันให้เกิดเป็นฤดูกาลต่างๆมีสิ่งสวยงามอย่างมากมายให้ได้เกิดขึ้นสัมผัสถึงอรรถรสของธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นทุกๆปี หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นลมพายุซึ่งให้พึงระวังตัวให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวอาจทำให้เกิดไฟไหม้ตึกอาคารบ้านเรือนได้โดยจากกระแสไฟฟ้า
น้ำทะเลท่วมด้วยคลื่นพัดเข้าชายฝั่ง อาจได้เกิดซึนามิที่มีผลกระทบสืบเนื่องมาจากแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดที่ปล่อยเขม่าเถ้าถ่านควันไฟออกมาเป็นจำนวนมากและอีกลาวาเพลิงไฟไหลตามพื้นแผ่นดินให้เกิดความร้อนทำลายสิ่งมีชีวิตได้อย่างรวดเร็วและฉับพลันทันที หรือน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักของลมพายุอาจทำให้ดินโคลนถล่มสิ่งเหล่านี้ซึ่งธรรมชาติได้สร้างทำให้เกิดความสูญเสียต่อสิ่งมีชีวิตและเหล่ามวลมนุษย์กับอีกมวลหมู่ดาวที่จะพุ่งชนลงมาสู่โลก ดังนั้นผู้แต่งเพลงในแนวธรรมชาติสามารถนำพล็อตเรื่องใดหัวข้อใดในกลุ่มนี้นำขึ้นมาแต่งเป็นบทเพลงในทางที่เป็นบวกหรือเป็นลบย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งสองสิ่งของธรรมชาตินี้
หมวดเพลงส่งเสริมสนับสนุน การแต่งเพลงในแนวส่งเสริมสนับสนุนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ลักษณะเพลงจะออกมาในรูปคล้ายกับการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อหรือสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นมีความเห็นเป็นสิ่งเดียวกันสอดคล้องกัน
ตัวอย่างเช่นผู้แต่งแต่งเพลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของหรือสิ้นค้าเพื่อจะให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายกระจายไปทั่วผู้คนในหมู่มาก
จำนวนมาก เพื่อให้เกิดความนิยมและความชื่นชอบในวัตถุสิ่งของนี้ ผู้แต่งควรบรรยายโดยการถ่ายทอดสรรพคุณลงเป็นเนื้อหาแต่ส่วนข้อดีอย่างละเอียดหรือมากเกิดความเป็นจริงได้
ให้อยู่ในความรู้สึกที่เหมาะสมที่เกินความพอดีได้อย่างไม่มากจนเกินไป หากเกินความพอดีมากจนเกินไปอาจทำให้เกิดความรู้สึกที่ถูกคล้ายเป็นการบีบรัดความรู้สึกด้วยการล่อลวงก็เป็นได้ ตัวอย่างต่อไปผู้แต่งแต่งเพลงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นเรื่องการปลูกต้นไม้ ผู้แต่งย่อมถ่ายทอดขบวนการขั้นตอนการปลูกต้นไม้
อันดับแรกเป็นการเชิญชวนให้ผู้อื่นได้มามีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้หรือทำกิจกรรมร่วมกันช่วยการขุดหลุมพรวนดินนำต้นไม้ลงมาปลูกแล้วรดน้ำดูแลรักษาให้เติบโตต่อไป
ภายภาคหน้าประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากต้นไม้ที่เติบโตเป็นเช่นไร ก็นำแสดงเป็นเหตุผลออกมาเพื่อให้เกิดแรงจูงใจส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้คนมีความเห็นด้วยเป็นสิ่งเดียวกัน ช่วยกันปลูกต้นไม้กันคนละต้นจนเกิดเป็นผลสำเร็จ ตัวอย่างต่อไปผู้แต่งแต่งเพลงเกี่ยวกับบุคคล เกี่ยวกับตัวคนหรือบุคคล
ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวมให้กับบ้านเมืองให้กับประเทศชาติ
หรือบุคคลที่เป็นที่รักของสังคมกลุ่มคนจำนวนมากที่มีชื่อเสียงแล้วหรือบุคคลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคม ผู้แต่งจะกล่าวถึงประวัติส่วนตัวและคุณงามความดีที่ได้ประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญตนอยู่ในขอบเขตอันดีด้วยความอดทนเสียสละให้ได้เป็นแบบอย่างคู่ควรแก่การสรรเสริญน่ายกย่องเชิดชู
หากเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคมแล้วก็จะเป็นการเสริมแรงบางสิ่งให้ผู้คนเกิดความศรัทธาเพิ่มมากยิ่งขึ้น
หากเป็นกลุ่มบุคคลที่ยังไม่มีชื่อเสียงในสังคมก็จะเกิดการยอมรับให้เกิดความส่งเสริมสนับสนุนในสังคมจนเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว
หากมองในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านี้ผู้แต่งจะแต่งเพลงออกมาเป็นวิธีใดซึ่งเป็นเรื่องน่าสนุกน่าตื่นเต้นและเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้แต่งจะพิชิตโดยการจัดแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างไร ปั้นรูปร่างลักษณะหน้าตาอย่างไรถึงจะเหมาะสมและให้ความรู้สึกที่กลมกลืนในรูปแบบของความเป็นบทเพลงได้อย่างลงตัว คือการแต่งเพลงมองบุคคลในด้านลบนั่นเอง หรือการแต่งเพลงเพื่อลิดรอนความน่าเชื่อถือให้หมดลงโดยการนำเอาข้อมูลในด้านลบมากล่าวประจานหรือสอดแทรกด้วยคำด่ากล่าวเอาโทษก็ควรเลือกใช้คำด่าให้เหมาะสมกับเนื้อหากับท่วงทำนองเพลง วิธีนี้ถึงแม้จะเป็นคำด่าก็ยังเกิดความไพเราะด้วยท่วงทำนอง ถ้าหากเพลงมีคำด่ามากเท่าไหร่ความไพเราะของทำนองเพลงก็เพิ่มมีมากขึ้นด้วย
หากเป็นคำด่าพื้นบ้านทั่วๆไปแต่ท่วงทำนองเพลงไม่ไพเราะก็จะเกิดความแข็งกระด้างและจะเป็นเพลงด่าที่มีความหยาบคายขาดสาระไร้ซึ่งทำนองที่ไม่น่ารับฟังคือเป็นเสียงที่ด่าออกมาอย่างไม่มีเหตุผลนั่นเอง
หมวดเพลงเจาะจง การแต่งเพลงที่บ่งบอกถึงความเจาะจงเข้าไปที่เรื่องหรือหัวข้อ ตัวอย่างเช่นเรื่องประเพณีการทำบุญตักบาตร
เนื้อหาที่ผู้แต่งควรแต่งขึ้นให้สอดคล้องต้องเกี่ยวพันกันตามลำดับช่วงของเวลาที่ได้เกิดขึ้นหรือตามเหตุที่เกิดขึ้นก่อนและเหตุที่เกิดขึ้นทีหลัง การถวายของทำบุญในตอนเช้าให้กับพระสงฆ์ตักข้าวใส่บาตรแล้วหยิบนำของที่รองด้วยภาชนะขึ้นถวาย
เสร็จจากนั้นจึงกรวดน้ำอุทิศผลบุญกุศลให้กับสิ่งที่ปรารถนาคือบิดามารดาครูบาอาจารย์
ฯลฯ และผลที่จะได้รับจากการทำบุญตักบาตรคือความมีปีติอิ่มเอมขึ้นในจิตใจทำให้เกิดมีความสุขขึ้นมาหรืออาจได้รับการมีโชคดีทำให้ได้พบคู่ครองก็เป็นได้อย่างนี้เป็นต้น
การแต่งเพลงแบบเจาะจงนี้เพื่อมิให้ผู้แต่งใช้สิ่งความคิดที่กระโดดข้ามเหตุการณ์นั้นออกไปไกลเกินไป คือจะปะติดปะต่อช่วงเวลาที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจนไม่สมบูรณ์หรืออาจจะไม่สมเหตุผลทำให้เกิดการคิดที่ผู้แต่งอยากคิดแบบไปเรื่อยเปื่อย คือทำบุญเสร็จแล้วจะพาเธอไปเที่ยว
อย่างนี้ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันสองเรื่องหรือสองหัวข้อ การแต่งเพลงแบบเจาะจงให้ตัดพาเธอไปเที่ยวแยกทิ้งออกไปก็จะเหลือแต่การทำบุญอย่างเดียวอย่างนี้เป็นต้น
หากจะแต่งเพลงพาเธอไปเที่ยวก็ให้เจาะจงพาแต่เธอไปเที่ยวเพียงคนเดียวอย่าเอาผู้อื่นหรือบุคคลใดไปด้วยเข้ามาอยู่ในเนื้อหาของบทเพลงให้แยกตัดบุคคลอื่นนี้ออกไปอย่าให้มีแล้วพาเธอไปเที่ยวให้สนุกให้มีความสุขเพียงสองต่อสองอย่างนี้ซึ่งถือเป็นการแต่งแบบเจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่าใช้สิ่งคิดที่กระโดดข้ามเหตุเนื้อหาไปไกลจนเกินไป

